รีวิว Lambretta G350 หรูหรา พรีเมียม ระดับท็อป
พึ่งเปิดตัวไปหมาด ๆ เมื่อปีที่แล้ว กับ Lambretta G350 สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานจากค่ายอิตาลี และเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่แลมเบรตต้า ไทยแลนด์ ได้นำเข้ามาจำหน่ายในไทยเป็นที่เรียบร้อย และครั้งนี้พวกเรา SuperBike Thailand ได้มีโอกาสมารีวิว ทดสอบขับขี่ Lambretta G350 พรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เดี๋ยวไปดูกันว่า ตัวรถจะมีรายละเอียดอะไรที่เป็นความพิเศษ และการรีวิวครั้งนี้จะเป็นอย่างไรบ้างเดี๋ยวไปดูกัน
แต่ก่อนอื่นเลย เราขอพามาทำย้อนอดีตไปดูต้นกำเนิดและความเป็นมาของ “Lambretta” แบรนด์สกู๊ตเตอร์เก่าแก่อันโด่งดังจากอิตาลี ซึ่งผมเชื่อว่าไบค์เกอร์หลาย ๆ คนอาจจะคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และเชื่อว่ามือใหม่หรือผู้อ่านหลาย ๆ คนคงยังไม่รู้จักเช่นกัน สำหรับคำว่า “Lambretta” มีต้นกำเนิดมาจากแม่น้ำแลมโบร (Lambro) ที่ไหลผ่านทางด้านตะวันออกของเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งก่อตั้งโดย Ferdinando Innocenti เจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตชิ้นส่วนเครื่องบินรายใหญ่ในยุคสมัยนั้น
แต่เนื่องด้วยผลกระทบจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้โรงงานเกิดระเบิดเสียหาย แต่อย่างไรก็ดี Ferdinando Innocenti เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส มีความคิดริเริ่มในการสร้างยานพาหนะจากชิ้นส่วนเครื่องบินที่ยังหลงเหลืออยู่ และจ้างวิศวกรฝีมือดีอย่าง Cesare Pallavicino และ Pier Luigi Torre ที่เคยออกแบบเครื่องบินมาแล้วมากมาย มาร่วมออกแบบ พัฒนาโครงสร้าง จนเกิดเป็นรถสกู๊ตเตอร์ Lambretta ที่ถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1947 เป็นต้นมา
ซึ่งนับจากตอนนั้นถึงปัจจุบัน แบรนด์ Lambretta มีอายุมาอย่างยาวนานถึง 76 ปี และได้รับความนิยมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะช่วงยุค 60s ที่ประเทศอังกฤษ กับความสง่างามผสมผสานความคลาสสิกของรถแลมเบรตต้า สามารถหล่อหลอมเข้ากับวัฒนธรรมกลุ่มคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นได้
โดยกลุ่มดังกล่าว เรียกตัวเองว่า Mods (ม็อด) ซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ชื่นชอบ หลงใหลในงานศิลปะ ดนตรี และมีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเอง รวมไปถึงแฟชันการแต่งตัวให้เข้ากับความคลาสสิกในยุคสมัยนั้น ทั้งการแต่งกายสะอาด เนี๊ยบ ในสไตล์อิตาเลียน พร้อมสัญลักษณ์ธงยูเนียนแจ็ค กับเป้าธนู ที่แจ็คเก็ต ซึ่งหากใครยังนึกไม่ออกแฟชันในยุคสมัยนั้นละก็ ให้ลองนึกถึงวง The Beatles ดูสิครับ
โดยกลุ่ม Mods ในสมัยนั้นยังชื่นชอบทำกิจกรรมแหวกแนวและสุดโต่ง เหมือนกับวัยรุ่นบ้านเรานั่นแหล่ะครับ และอีกหนึ่งเหตุผลที่ชาวม็อดชอบแต่งรถตัวเองด้วยโคมไฟมากมาย นั้นก็เพราะกฎหมายของอังกฤษที่บังคับให้ยานพาหนะสองล้อ ต้องติดกระจกข้างอย่างน้อยหนึ่งอัน ดั้งนั้น ชาวม็อด จึงประชดประชันด้วยการใส่กระจก รวมไปถึงไฟที่ติดหลาย ๆ ดวงหน้ารถอีกด้วย
โดยปัจจุบันแบรนด์ Lambretta ถือว่าเป็นค่ายรถสกู๊ตเตอร์อันดับต้น ๆ ที่ขึ้นชื่อในความเป็นพรีเมียมสกู๊ตเตอร์ มีดีไซน์เฉพาะตัว มีความแตกต่าง โดดเด่น ไม่ซ้ำใคร แถมยังมิกซ์กับสายแฟชันแบบไร้ขีดจำกัด และมีสาขาตัวแทนจำหน่ายทั่วทุกทวีป ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง ก็ได้นำโมเดลเข้ามาจำหน่ายถึง 3 คลาสด้วยกัน ซึ่งมีทั้งรหัส V, X และ G
สำหรับโมเดล Lambretta G350 เป็นสกู๊ตเตอร์รุ่นท็อปสุดจากทางค่าย เปิดตัวมาพร้อมกับ Lambretta X300 ในงาน Milan Design Week 2022 ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มาพร้อมรูปลักษณ์ที่ยังคงยึด DNA แห่งความเป็นแลมเบรตต้าในสมัยก่อน แต่ยังคงแตกต่างด้วยสไตล์และคาแรคเตอร์ที่ตอบโจทย์ผู้ขับขี่ โดยโมเดล X300 มาในสไตล์รถโมเดิร์นคลาสสิก ผสมผสานความสปอร์ตและทันสมัย ให้ฟีลลิ่งขับขี่สนุก ส่วนรุ่น G350 จะยังคงความคลาสสิกตามฉบับดั้งเดิม โดยตัวรถให้ความหรูหรา พรีเมียม ให้ฟีลลิ่งขับขี่ที่สมูท นุ่มนวล ตอบโจทย์สำหรับผู้ขับขี่ที่หลงใหลในความคลาสสิกโดยเฉพาะ
ดีไซน์เอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร
![]() |
![]() |
ในส่วนรูปลักษณ์การดีไซน์โมเดล Lambretta G350 นั้นเปรียบเสมือนผลงานศิลปะชิ้นเอก ที่ยังคงเอกลักษณ์ DNA ความเป็น Lambretta เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภายใต้คอนเซ็ปต์ “The Masterpiece of Italian Design” ที่ทางค่ายได้ตั้งใจถ่ายทอดออกมาด้วยความพิถีพิถัน และใส่ใจในรายละเอียดในทุกขั้นตอน กับความพิเศษในโมเดลรุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยมือหรือ Craftsmanship จากโรงงานนั่นเอง
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
เริ่มจากตัวรถที่ใช้โครงสร้างแบบโมโนค็อก ตัวบอดี้เป็นโลหะเกือบทั้งคัน ตัดกับเส้นขอบสีเงินดูลงตัว โคมไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมออกแบบมาเป็นพิเศษ ไฟเลี้ยวแนวตั้งบิลต์อินข้างใน ไฟท้ายแยกกับไฟเลี้ยวดูเป็นสัดส่วน และใช้ระบบไฟเป็น LED
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
มาต่อในส่วนพิเศษเฉพาะโมเดลแลมเบรตต้า กับจมูกหมูและบังโคลนหน้าขนาดใหญ่แบบฟิกซ์ บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของรถแลมเบรตต้าไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ยังติดกระจกข้างดีไซน์ทรงกลม ชุบโครเมียมดูเงาและลงตัว ช่องระบายอากาศสีดำบริเวณบังลมหน้า ที่ช่วยเพิ่มการถ่ายเทอากาศได้ดียิ่งขึ้น
มาต่อในส่วนของประกับคอนโทรล เริ่มจากประกับซ้าย มีสวิทซ์ไฟเลี้ยว ไฟสูง-ต่ำและปุ่มแตร ส่วนประกับขวาจะมีสวิทซ์สตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่มปรับโหมดหน้าจอตัวรถ และไฟฮาทสาท ส่องลงมาจะพบกับ รูเสียบกุญแจ รวมไปถึงปุ่มปลดล็อคเบาะมาให้อีกด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]()
|
![]() |
ส่องลงมาอีกจะพบกับเก๊ะเก็บของอเนกประสงค์สามารถเก็บอุปกรณ์เครื่องมือ ช่อง USB Type A หนึ่งช่องสามารถชาร์จอุปกรณ์มือถือ หรือแท็บเล็ตต่าง ๆ ตัวเบาะชิ้นเดียวตอนยาว ตัดเย็บตะเข็บเรียบร้อย ออกแบบปาดเว้าด้านข้างเพื่อรองรับท่านั่งขับขี่
แถมยังสามารถเปิดได้ถึง 3 จุด ทั้งปุ่มปลดล็อคที่คอรถ สวิทซ์บริเวณด้านในเก๊ะอเนกประสงค์ และรีโมทคอนโทรลที่ติดมากับกุญแจมือ โดยใต้เบาะจะมี U BOX สามารถเก็บหมวกกันน็อกได้ครึ่งใบหรืออุปกรณ์ อื่น ๆ และพิเศษกับช่อง USB Type A อีกหนึ่งจุด ที่ทางค่ายตั้งใจติดไว้เพื่อรองรับการใช้งานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ ทั้งที่พักเท้าแบบพับเปิด-ปิด ที่แขวนของอเนกประสงค์ดีไซน์ไม่เหมือนใคร เหมาะสำหรับการแขวนพวกกระเป๋าเท่ ๆ เก๋ ๆ แถมยังสามารถกดเปิด-ปิด ใช้งานได้ตามต้องการ โดยฝั่งซ้ายของตัวรถจะเป็นแคร้งข้างหรือโซนแต่ง ส่วนด้านขวาจะเป็นฝั่งท่อไอเสียพร้อมติดแผ่นแสตนเลสกันความร้อนมาให้เรียบร้อย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
และด้วยความใส่ใจในการออกแบบตัวรถ ที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ของรถสกู๊ตเตอร์รุ่นนี้ กับเพลทโลโก้แบรนด์ประทับตราไว้รอบคัน ทั้งโคมไฟหน้า ไฟท้าย บังลมหน้า แฮนด์ เฟรมข้าง ที่พักเท้า ใต้เบาะ มือจับคนซ้อน รวมถึงเพลทประดับลายเซ็นต์เจ้าของแบรนด์อย่าง Mr.Ferdinando Innocenti ตรงบริเวณเก๊ะอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับการเป็นแรร์ไอเท็มที่นักสะสมควรมีเก็บไว้ซักคันเลยทีเดียว
เครื่องยนต์ LSP เฉพาะรุ่น G350
ในด้านพละพลังเครื่องยนต์รุ่นนี้ เป็นเครื่อง LSP หรือ Lambretta Super Performance ที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะจากทางค่าย กับ 1 สูบ 4 วาล์ว 330.1 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมติดพัดลมระบายอากาศมาให้ถึง 2 ตัว มาพร้อมกับระบบหัวฉีดและระบบขับเคลื่อนสายพาน CVT ซึ่งเป็นระบบพื้นฐานของรถสกู๊ตเตอร์ โดยให้พละกำลังแรงม้าสูงสุดที่ 25.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุดที่ 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที รวมถึงถังน้ำมันที่ติดมาให้ขนาด 9.5 ลิตร
ช่วงล่างเอกลักษณ์ตามฉบับรถ Lambretta
![]() |
![]() |
ต่อด้วยระบบช่วงล่าง เริ่มด้วยตัวซับแรงกับโช้คหน้าแบบ Double Arm-Link ทั้ง 2 ข้าง ที่เรียกได้ว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมเอกลักษณ์ ดีไซน์ถอดแบบมาจากโครงสร้างมาจากรุ่นตำนานของ Lambretta มาไว้ในรุ่นนี้ ซึ่งโช้ครุ่นนี้ในภาษาบ้านเราอาจเรียกว่าโช้คขาไก่คู่บ้าง โช้คขาตะเกียบบ้าง ส่วนด้านหลังเป็นโช้คสปริงคู่ และกิมมิกความพิเศษสำหรับโช้คในโมเดลรุ่นนี้ กับการปรับพรีโหลดความแข็งอ่อนของสปริงได้ถึง 5 ระดับ แล้วแต่ความต้องการใช้งานของผู้ขับขี่อีกด้วย
![]() |
![]() |
ส่วนระบบเบรก กับดิสก์เบรกขนาด 240 มม. เท่ากันหน้า-หลังมา พร้อมระบบป้องกันล้อล็อคหรือระบบ ABS แบบ Dual Channel ต่อด้วยล้อแม็กขนาด 12 นิ้ว ดีไซน์สวยเป็นเอกลักษณ์ ให้อารมณ์เสมือนรถสกู๊ตเตอร์แลมเบรตต้าในยุคบุกเบิก แต่ยังมาพร้อมกับยางสายเพอร์ฟอร์มานซ์อย่าง Pirelli Angel Scooter ขนาด 120/70 และ 130/70 ตามลำดับ ถือว่าเป็นคู่บุญมาพร้อมกันจากแดนอิตาลีนั่นเอง
ต่อด้วยระบบเทคโนโลยีที่ติดมากับตัวรถ ทั้งระบบไฟ LED ช่องเสียบ USB Type A ทั้ง 2 จุด ทั้งในเก๊ะเก็บของและบริเวณใต้เบาะซึ่งที่ถือว่าเป็นความแปลกใหม่ ที่ทางค่ายได้ทำการบ้านออกมาให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงสั่งการด้วยรีโมทคอนโทรลที่ติดมากับกุญแจรถ สามารถล็อคคอ เปิดเบาะและฟังก์ชันแสดงตำแหน่งจุดจอดรถ
![]() |
![]() |
ระบบป้องกันล็อก ABS แบบ Dual Chanel รวมถึงหน้าจอสี TFT รูปทรงสี่เหลี่ยมที่ติดมาให้สีสันคมชัด สามารถปรับระดับแสงหน้าจอได้ และมีเซ็นเซอร์ที่สามารถปรับหน้าจอจากโหมดหน้าจอสว่าง สําหรับกลางวัน เป็นหน้าจอมืดสําหรับกลางคืน
เมื่อตั้งค่าหน้าจอโหมดอัตโนมัติ พร้อมเสริมฟังก์ชันการเชื่อมต่อบลูทูธมาให้ สามารถโชว์เบอร์สายเรียกเข้าบนหน้าจอ และกดรับสายได้ เพียง กดปุ่มที่ MODE 1 ครั้ง หากกดตัดสาย ให้ กดปุ่ม MODE ค้างไว้
รวมถึงยังแสดงผลทั้ง มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดความร้อนเครื่องยนต์ เกย์น้ำมัน รอบเครื่องยนต์ พร้อมไฟแสดงผลทั้ง ไฟสูง ไฟเลี้ยว รวมถึงฟังก์ชันที่สามารถปรับเลือกได้ทั้ง โหมดความสว่างหน้าจอในช่วงกลางวันและกลางคืน ระบบเชื่อมต่อบลูทูธ สามารถกดรับสายโทรศัพท์ผ่านปุ่มคอนโทรลที่ประกับด้านขวา
Lusto White (สีขาว/เบาะส้ม) | ![]() |
Scuro Black (สีดำ/เบาะส้ม) | ![]() |
Fresco Red (สีแดง/เบาะแดง) | ![]() |
โดยโมเดลรุ่นนี้มีจำหน่ายทั้งหมด 3 สีด้วยกัน ได้แก่ Lusto White (สีขาว/เบาะส้ม) , Scuro Black (สีดำ/เบาะส้ม) และ Fresco Red (สีแดง/เบาะแดง) โดยเปิดราคาอยู่ที่ 215,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่สมน้ำสมเนื้อกับการได้ครอบครองตำนานสกู๊ตเตอร์แลมเบรตต้า กับโมเดลที่มีกลิ่นอายความเป็นรถคลาสสิกตัวท็อปจากทางค่ายอีกด้วย
ฟีลลิ่งการขับขี่
และแล้ววันนี้ก็ได้มีโอกาสมารีวิว Lambretta G350 รุ่นนี้ แต่ก่อนอื่นเลย ต้องขออนุญาตให้สมกับเป็นชาว Lambrettista กันซักนิด ซึ่งหลังจากที่ได้ทดสอบการขับขี่ไปแล้ว สิ่งที่สัมผัสได้เริ่มจากท่านั่งการขับขี่ ถึงตัวรถจะเป็นรถพิกัดขนาด 350 ซีซี แต่มิติตัวรถไม่ได้ใหญ่และสูงจนเกินไป โดยส่วนตัวมีส่วนสูงอยู่ที่ 175 ซม. เมื่อคร่อมรถแล้วเหยียดขาถึงพื้นสบาย ๆ ตำแหน่งวางเท้ามีพื้นที่เพียงพอ สามารถที่จะขยับ หรือเหยียดขาไปข้างหน้าได้เวลานั่งขี่นาน ๆ แถมช่วงเข่าเมื่อนั่งแล้วขาไม่กางออกและไม่ชนบังลมหน้า เชื่อว่าสำหรับคนที่มีส่วนสูงประมาณซัก 160 ซม. ก็สามารถใช้งานได้ หรือคนสูง ๆ ขายาว ๆ ตั้งแต่ 180 ซม.ก็สามารถใช้ได้ถ้ายาวจริง ก็สามารถขยับการนั่งถอยหลังมาได้อีกด้วย
ต่อกันที่มุมมองการขับขี่ ส่วนนี้ไม่ติดอะไรเลย เพราะตัวรถไม่ได้บดบังสายตาในเวลาขับขี่ สามารถเห็นวิสัยทัศน์ข้างหน้าหมด ได้ทั้งระยะทาง 50 เมตร หรือ 100 เมตร ไร้ปัญหาแน่นอน สำหรับสายแต่งอยากจะหาชิลด์มาติดเพิ่มก็ทำได้ บวกกับระยะแฮนด์ไม่กว้างจนเกินไป สามารถคอนโทรลตัวรถ ทั้งการเลี้ยว การรักษาบาลานซ์ในระหว่างการขับขี่ ส่วนนี้โอเค สำหรับสายมุดในเมือง วิ่งในซอยเล็ก ๆ หรือขับขี่ช่วงในเวลารถติด ก็ขอแนะนำให้ลองปรับหรือติดกระจกใหม่ จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวได้มากยิ่งขึ้น
มาต่อที่ฟีลลิ่งเครื่องยนต์ของรุ่นนี้กับ 1 สูบ 4 วาล์ว 330.1 ซีซี พอลองขี่แล้วรู้สึกว่าตัวรถให้อัตราเร่งดี ขี่สมูท นุ่มนวล แถมบิดติดมือ ตอบโจทย์สำหรับคนที่ใช้งานในเมืองในความเร็วซัก 80-90 กม./ชม ถือว่าสบาย ๆ แน่นอน และยังเชื่อว่าตัวรถสามารถไปต่อได้อีก ด้วยสเปกเครื่องยนต์ที่ให้มา กับพละกำลังแรงม้าสูงสุด 25.5 แรงม้าที่ 7,500 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 24.5 นิวตันเมตรที่ 6,250 รอบต่อนาที การขับขี่เร่งแซงในเมือง หรือสายเดินทางที่ชื่นชอบออกทริปต่างจังหวัด เดินทางหลาย ๆ กม. วิ่งได้สบาย ๆ แน่นอน หรือ สำหรับคนที่อยากเอาไปทำสายเพอร์ฟอร์มานซ์ ไปต่อได้แน่นอน
สำหรับฟีลลิ่งช่วงล่าง กับระบบกันสะเทือนด้วยโช้ค Double Arm link โช้คหลังสปริงคู่ หลังจากที่ขับขี่ไปผ่านหลุมถนน หรือลูกระนาดแล้ว รู้สึกว่าตัวรถซับแรงกระแทกได้ดี หนุุ่มหนึบ ให้การเข้าโค้งได้ดี แถมมั่นใจกว่าโช้คข้างเดียวแน่นอน ฟีลลิ่งการเบรก กับดิสก์เบรกหน้าหลัง พร้อม ABS แบบ Dual Channel มาให้ หลังจากทดสอบเบรกไปแล้วรู้สึกว่าเบรกหนึบ เอาอยู่แน่นอน
นอกจากนี้เทคโนโลยีการใช้งานในรุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์เช่นเดียวกัน กับสิ่งอำนวยความสะดวกทั้ง เก๊ะเก็บของอเนกประสงค์ และกล่อง Ubox ใต้เบาะ เก็บสัมภาระได้เก็บหมวกได้ ช่องเสียบ USB ที่มีมาให้ทั้ง 2 จุด ซึ่งลองใช้งานแล้ว ส่วนนี้ชอบเลย กับความแปลกใหม่กับที่ชาร์จใต้เบาะ ซึ่งยังไม่เคยพบเห็นในรถรุ่นอื่น ๆ ถือว่าทางค่ายทำการบ้านมาได้ดีเลยทีเดียว
สำหรับส่วนหน้าจอเรือนไมล์ พอใช้งานแล้วรู้สึกว่าตัวจอสีสันสันคมชัด อ่านค่าง่าย แถมตัวฟังก์ชันโหมดต่าง ๆ ตอบโจทย์สำหรับใช้งานอย่างแน่นอน ทั้งระบบบลูทูธ สามารถกดรับสาย ตัดสายโทรศัพท์ โหมดความสว่างหน้าจอทั้งกลางวันและกลางคืน มีให้ใช้งาน
ส่งท้าย
สรุปเลยนะครับ สำหรับโมเดล Lambretta G350 กับสไตล์ตัวรถที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เครื่องยนต์ LSP 330.1 ซีซี ช่วงล่างที่ไม่เหมือนใคร เทคโนโลยีทั้ง หน้าจอสี TFT พร้อมฟังก์ชันอำนวยความสะดวกเต็มรูปแบบ กับราคา 215,000 บาท ก็ถือว่าเหมาะสมกับความเป็นแบรนด์ตำนานสกู๊ตเตอร์จากอิตาลีที่น่าเก็บสะสมเป็นแรร์ไอเท็มชิ้นสำคัญ แถมส่วนตัวเป็นคนชื่นชอบรถสไตล์คลาสสิกอยู่แล้ว ดูแล้วไม่เบื่อ พอเอามาทดสอบใช้งานแล้วรู้สึกว่ายิ่งชอบขึ้นไปอีก
ยังไงก็ขอฝาก Lambretta G350 เอาไว้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือก รับรองถูกใจแน่นอน สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lambretta.co.th หรือไปชมรถตัวจริงได้ที่โชว์รูมแลมเบรตต้าทุกสาขาทั่วประเทศ
รับชมวิดีโอการทดสอบรถต่างๆ ของเราคลิก
รีวิว Lambretta G350